ถ้าคุณทำธุรกิจค้าส่งหรือกระจายสินค้า คงเคยเห็นรถกระบะหรือรถตู้บรรทุกของเต็มคัน วิ่งเข้าร้านทีละร้าน ขายจบ เก็บเงิน แล้วส่งของให้เลยในทริปเดียว — นั่นคือ Van Sales หรือ "รถเร่" (บางคนเรียก หน่วยรถ หรือ หน่วยรถเงินสด/Cash Van) บทความนี้อธิบายว่ารถเร่คืออะไร ต่างจากเซลส์รับออเดอร์ยังไง ธุรกิจแบบไหนควรใช้ ทำไมการคุมของบนรถถึงปวดหัวที่สุด และวิธีเริ่มคุมที่ทำได้ตั้งแต่พรุ่งนี้

แผนภาพวงจรการทำงานของรถเร่ 4 ขั้น: โหลดของขึ้นรถ ขายหน้าร้าน คืนของเข้าคลัง และกระทบยอด
วงจรการทำงานของรถเร่ ตั้งแต่โหลดของขึ้นรถจนกระทบยอดปลายวัน

Van Sales คืออะไร

Van Sales คือการขายที่พนักงานนำสินค้าขึ้นรถไปด้วย แล้วขายตรงให้ลูกค้าถึงหน้าร้าน พอลูกค้าตกลงซื้อก็เปิดบิล ส่งของ และเก็บเงิน (หรือบันทึกเครดิต) จบทุกขั้นในจุดเดียว ต่างจากการสั่งล่วงหน้าแล้วรอจัดส่งทีหลัง ในวงการกระจายสินค้าจึงเรียกกันว่า "รถเร่" หรือ "หน่วยรถเงินสด (Cash Van)"

ที่นิยมมากเพราะลูกค้าได้ของทันทีไม่ต้องรอ ผู้ขายปิดการขายได้เร็ว และที่สำคัญสำหรับเจ้าของคือ ได้เงินกลับเร็ว กระแสเงินสดหมุนทันแต่ละวัน เหมาะกับสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องดื่ม ขนม และของใช้ที่ร้านโชห่วยต้องเติมบ่อย ๆ

รถเร่ต่างจากพรีเซล (Pre-Sales) อย่างไร

เซลส์อีกแบบที่เจอบ่อยคือ พรีเซล (Pre-Sales) หรือเซลส์รับออเดอร์ พนักงานเดินเข้าร้าน รับออเดอร์ไว้ก่อน แล้วส่งให้คลังจัดของและจัดส่งตามทีหลัง ความต่างที่ต้องเข้าใจให้ชัดมีสามจุด:

  • ของอยู่ไหน — รถเร่: ของอยู่บนรถ ขายได้จากของที่แบกไป · พรีเซล: ของอยู่ที่คลัง ขายจากแคตตาล็อกแล้วค่อยเบิกของส่ง
  • จังหวะเก็บเงิน — รถเร่: เก็บจบหน้างานในทริปเดียว · พรีเซล: วางบิลและเก็บตามรอบเครดิตทีหลัง
  • จุดที่ต้องคุมสต็อก — รถเร่: คุมของ "บนรถแต่ละคัน" ที่อยู่นอกคลังทั้งวัน · พรีเซล: คุมที่คลังกลางเป็นหลัก จัดของตามคิว
การ์ดเปรียบเทียบรถเร่ (Van Sales) กับพรีเซล (Pre-Sales): ของอยู่ไหน จังหวะเก็บเงิน เหมาะกับใคร และจุดที่ต้องคุมของแต่ละแบบ
เทียบรถเร่กับพรีเซลให้เห็นภาพ — ส่วนใหญ่ใช้ผสมกันตามกลุ่มลูกค้า

ธุรกิจแบบไหนควรใช้รถเร่

ไม่มีคำตอบเดียวว่ารถเร่ดีกว่าหรือพรีเซลดีกว่า — มันขึ้นกับงานของคุณ ลองมองสี่แกนนี้แล้วชั่งดูว่าน้ำหนักเอนไปทางไหน:

  • ลักษณะสินค้า — ของหมุนเร็ว ราคาต่อชิ้นไม่สูง จำนวนรายการที่ขายจริงไม่เยอะ → รถเร่คุ้ม เพราะแบกขึ้นรถได้ครบ ถ้าสินค้าหลากหลายมากหรือชิ้นใหญ่/แพง การแบกทุกอย่างขึ้นรถไม่คุ้ม → พรีเซลเหมาะกว่า
  • ขนาดและความถี่ออเดอร์ — ร้านสั่งทีละน้อยแต่บ่อย (โชห่วยเติมของทุกสัปดาห์) → รถเร่จบเร็วกว่า ส่วนร้านสั่งล็อตใหญ่นาน ๆ ครั้ง → พรีเซลแล้วจัดส่งรวมรอบประหยัดกว่า
  • ความหนาแน่นของพื้นที่ — ร้านอยู่ติด ๆ กันวิ่งได้หลายร้านต่อวัน → รถเร่คุ้มค่าน้ำมัน ถ้าร้านกระจายไกล วิ่งไปส่งไม่กี่ลังต่อร้านจะกินต้นทุนจนกำไรหด
  • กระแสเงินสดและเครดิต — อยากได้เงินไวหมุนทัน → รถเร่เก็บสดจบหน้างาน ถ้าลูกค้าเป็นรายใหญ่ที่ต้องให้เครดิตยาวอยู่แล้ว → พรีเซลที่วางบิลตามรอบตรงกับงานมากกว่า

ในความเป็นจริงหลายเจ้า ใช้ทั้งสองแบบผสมกัน — รายเล็กของหมุนเร็วใช้รถเร่ รายใหญ่ออเดอร์เยอะใช้พรีเซล เพื่อคุมต้นทุนและบริการให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม (อยากแบ่งกลุ่มลูกค้าให้ละเอียดขึ้น อ่าน วิธีแบ่งกลุ่มลูกค้าค้าส่ง ประกอบ)

ปัญหาที่รถเร่เจอเป็นประจำ (และทำไมถึงเกิด)

ข้อดีของรถเร่คือเร็วและจบในจุดเดียว แต่ข้อเสียที่แลกมาคือ ของกระจายอยู่บนรถหลายคันนอกคลังทั้งวัน จึงคุมยาก ปัญหาที่เจอซ้ำ ๆ มีรากมาจากเรื่องเดียว — ของบนรถไม่ได้ถูกบันทึกให้ตรงกับของจริง:

  • ของหายไล่ไม่ได้ — หายไปไม่กี่ลังต่อทริปดูเล็กน้อย แต่รวมทั้งเดือนทุกคันคือกำไรที่หายเงียบ ๆ และไล่ไม่ได้ว่าหายตรงไหนเพราะไม่มีบันทึกตอนโหลด–ตอนคืน
  • ปลายวันยอดไม่ตรง — ของที่เหลือไม่ตรงกับบิลที่ขาย ต้องนั่งเคลียร์ทีละคันทุกเย็น คนขับกลับช้า แอดมินกลับช้าตาม
  • ตอบลูกค้าไม่ได้ — ไม่รู้ว่ารถคันไหนเหลือของอะไรเท่าไหร่ พอลูกค้าโทรสั่งเลยรับปากไม่ได้ หรือรับปากแล้วของไม่มี
  • คีย์ย้อนหลังตกหล่น — เปิดบิลด้วยมือหรือกระดาษ พอกลับมาคีย์เข้าระบบทีหลังก็ผิดและตกหล่น ราคากับยอดค้างที่อยู่ในหัวคนขับก็เพี้ยนเวลาเปลี่ยนคนวิ่ง

เริ่มคุมรถเร่จากตรงไหน (ทำได้พรุ่งนี้)

ยังไม่ต้องลงระบบใหญ่ก็เริ่มอุดรูรั่วได้ ด้วยวินัยง่าย ๆ บนสิ่งที่มีอยู่:

  • นับของตอนโหลดขึ้นรถทุกเช้า จดเป็นตัวเลขตั้งต้นต่อคัน ไม่ใช่กะด้วยสายตา — มีตัวตั้งต้น ปลายวันถึงจะกระทบได้
  • ปลายวันกระทบ 3 ตัวเลขต่อคัน: ของขึ้นรถ − ขายตามบิล − ของคืน ควรเป็นศูนย์ คันไหนไม่เป็นศูนย์คือมีรูรั่ว เห็นวันนั้นไม่ต้องรอสิ้นเดือน
  • ทำตารางราคาต่อกลุ่มร้านเป็นกระดาษแผ่นเดียว ติดในรถ ไม่ให้ราคาขึ้นกับความจำคนขับ
  • ให้คนขับถือลิสต์ยอดค้างของแต่ละร้านไปด้วย ก่อนปล่อยเครดิตบิลใหม่จะได้เห็นว่าค้างเก่าเท่าไหร่
  • ไล่ดูว่าคันไหน/เส้นไหนวิ่งแล้วไม่คุ้ม — ขายได้น้อยแต่ระยะทางไกล เอามาจัดเส้นทางใหม่

ระบบช่วยคุมรถเร่ได้อย่างไร

พอจำนวนคันและร้านมากขึ้น การนับมือจะไม่ไหว ทางแก้ที่ยั่งยืนคือทำให้ "ของบนรถ" เป็นสต็อกที่ระบบมองเห็นและตัดยอดได้จริง เมื่อใช้ ระบบบริหารกระจายสินค้า (DMS) ที่รองรับรถเร่ คุณจะได้:

  • โหลดของขึ้นรถแล้วระบบตัดจากคลังกลางทันที แยกสต็อกแต่ละคันชัดเจน รู้ว่าคันไหนถืออะไรอยู่เท่าไหร่
  • เปิดบิลจากมือถือหน้าร้านได้เลย ทำงานออฟไลน์ตอนไม่มีสัญญาณแล้ว sync ทีหลัง ดึงราคาตามกลุ่มร้านและเช็คยอดค้างให้เองก่อนเปิดบิล
  • ปลายวันของเหลือ return กลับคลัง ระบบกระทบ ของขึ้น − ขาย − คืน ให้อัตโนมัติ คันไหนขาดเห็นวันนั้น
  • เห็นแบบเรียลไทม์ว่ารถแต่ละคันขายอะไรไปแล้ว เหลืออะไร และเส้นไหนคุ้มหรือขาดทุน

สรุป

รถเร่ (Van Sales) คือการขายที่ของอยู่บนรถและจบการขายในจุดเดียว เหมาะกับสินค้าหมุนเร็ว ออเดอร์เล็ก ร้านถี่ และธุรกิจที่อยากได้เงินไว ส่วนพรีเซลเหมาะกับออเดอร์ใหญ่และเครดิตยาว — ส่วนใหญ่ใช้ผสมกันตามกลุ่มลูกค้า จุดที่ต้องระวังของรถเร่คือการคุมของบนรถแต่ละคัน เริ่มได้พรุ่งนี้ด้วยการนับตอนโหลดและกระทบสามตัวเลขปลายวัน แล้วค่อยให้ระบบทำให้แม่นทุกคัน ถ้ากำลังเลือกระบบอยู่ อ่านต่อได้ที่ ระบบหน่วยรถเงินสด (Cash Van) ต้องมีอะไรบ้าง