Cash Van คือ หน่วยรถขายเงินสดที่ขายและส่งสินค้าให้ร้านทันที พร้อมรับชำระในครั้งนั้น เช่น เงินสดหรือโอน จึงเป็นรูปแบบหนึ่งของ Van Sales ส่วน Pre-Sales รับออเดอร์ก่อนแล้วจัดส่งภายหลัง
Van Sales คือ การนำสินค้าไปกับรถเพื่อขายและส่งมอบให้ร้านค้าในครั้งเดียว เรียกกันว่ารถเร่หรือขายเร่ พนักงานขายบันทึกบิลและรับเงินตามเงื่อนไขของร้าน ซึ่งอาจเป็นเงินสด โอน หรือขายเชื่อ
ถ้าคุณกำลังหาช่องทางนำสินค้าเข้าร้านค้ารายย่อย คำถามถัดจาก “Cash Van คืออะไร” คือร้านไหนจะซื้อ สินค้าอะไรควรขึ้นรถ และขายเท่าไรจึงจะคุ้มกับการวิ่งหนึ่งรอบ บทความนี้เริ่มจากคำถามเหล่านั้น แล้วพาไปวางการทดลองและดูผล ก่อนลงรายละเอียดงานขายและปิดรอบ
Van Sales เป็นวิธีขาย ส่วนระบบรถเร่คือเครื่องมือที่ช่วยบันทึกงานนั้น รถแต่ละคันมีสต็อกของตัวเอง เมื่อรถกลับคลังจึงต้องกระทบยอดของที่ขึ้นรถ ของที่ขาย ของที่คืน และเงินแต่ละประเภทให้ตรงกัน
Cash Van คืออะไร?
Cash Van หรือหน่วยรถขายเงินสด คือการใช้รถบรรทุกสินค้าออกไปเสนอขายให้ร้านค้า ส่งมอบสินค้าและรับชำระทันที จุดที่ต้องคุมคือสินค้าที่ขายออกจากรถกับเงินที่รับมา โดยคำว่าเงินสดในงานนี้อาจรวมการโอนชำระทันทีตามวิธีที่บริษัทกำหนด
ตัวอย่างเช่น รถโหลดเครื่องดื่มไปตามสายร้านค้าปลีก ร้านหนึ่งซื้อ 3 ลัง พนักงานนำสินค้าลงจากรถ ออกบิล และรับเงินก่อนออกไปยังร้านถัดไป นี่คืองาน Cash Van ต่างจากการจดออเดอร์ 3 ลังแล้วให้รถอีกคันมาส่งวันหลัง
Van Sales กับ Cash Van ต่างกันอย่างไร?
Van Sales บอกวิธีขายและส่งจากของบนรถ ส่วน Cash Van เน้นเงื่อนไขรับชำระทันที รถที่ขายจากสต็อกบนรถแต่ให้ร้านประจำจ่ายตามเครดิตก็เป็นงาน Van Sales ได้ ชื่อเรียกของแต่ละบริษัทอาจต่างกัน จึงควรดูทั้งจังหวะส่งสินค้าและเงื่อนไขจ่ายเงินประกอบกัน
| ประเด็น | Cash Van (ชำระทันที) | Van Sales ที่มีขายเชื่อ |
|---|---|---|
| ร้านจ่ายเงินอย่างไร | เงินสดหรือโอนทันทีที่รับของ | สด โอน หรือเครดิตตามวงเงินของร้าน |
| เงื่อนไขของร้าน | ร้านที่ตกลงจ่ายทันที ทั้งร้านใหม่และร้านประจำ | ร้านที่บริษัทอนุมัติเงื่อนไขเครดิตไว้แล้ว |
| ต้องคุมอะไรตอนปิดรอบ | ของบนรถ เงินสด และยอดโอนที่ตรวจรับแล้ว | ของบนรถ ยอดรับชำระ และลูกหนี้ที่เกิดใหม่ |
พนักงาน Cash Van ทำหน้าที่เข้าพบร้าน เสนอขาย ส่งสินค้า และรับเงิน บางบริษัทให้พนักงานขายขับรถเอง บางบริษัทแยกคนขับกับคนขาย สิ่งที่ต้องส่งต่อให้ออฟฟิศเหมือนกันคือบิล ยอดรับเงิน สินค้าคงเหลือ และของคืนเมื่อจบรอบ
Cash Van ทำให้คนขายได้พบเจ้าของร้านพร้อมสินค้าที่ส่งมอบได้ในครั้งนั้น แต่การมีรถออกขายยังไม่บอกว่าช่องทางนี้คุ้ม ต้องดูความต้องการของร้านและต้นทุนการวิ่งประกอบกัน
Van Sales คืออะไร?
Van Sales เป็นรูปแบบการขายที่นำสินค้าไปกับรถตามเส้นทางเข้าพบร้าน พนักงานเสนอสินค้าที่มีอยู่จริงบนรถ เมื่อลูกค้าตกลงซื้อก็เปิดบิลและส่งมอบได้ในการเยี่ยมครั้งนั้น จึงต้องดูทั้งงานขายและสต็อกประจำรถควบคู่กัน
Van Sales ต่างจาก Pre-Sales อย่างไร?
จุดที่ทำให้ Van Sales ต่างจาก Pre-Sales (รับออเดอร์ล่วงหน้า) คือจังหวะที่รับออเดอร์และส่งสินค้า ในงานรถเร่ สินค้าอยู่บนรถและส่งมอบให้ร้านได้ทันที ขณะที่ Pre-Sales รับออเดอร์ก่อน แล้วให้คลังเตรียมสินค้าเพื่อจัดส่งภายหลัง
ความต่างนี้ทำให้รถหนึ่งคันกลายเป็นคลังสินค้าย่อยที่เคลื่อนที่ได้ ถ้ามีรถ 10 คัน ธุรกิจก็มีคลังเพิ่มอีก 10 แห่งที่ต้องนับ ต้องตรวจ และต้องปิดยอดทุกวัน
| ประเด็น | Van Sales (รถเร่) | รับออเดอร์ (พรีเซล) |
|---|---|---|
| ของอยู่ที่ไหนตอนขาย | อยู่บนรถ ขายได้เท่าที่มี | อยู่ในคลัง จองไว้ก่อนส่ง |
| รายการขายบันทึกเมื่อไร | ที่หน้าร้าน ขณะขายจากของบนรถ | รับออเดอร์ก่อน แล้วเตรียมสินค้าเพื่อส่งภายหลัง |
| เงินเข้าเมื่อไร | ส่วนใหญ่เก็บที่หน้าร้าน | ตอนส่งของ หรือตามเครดิต |
| จุดที่มักพลาด | ของบนรถกับเงินไม่ตรงตอนปิดรอบ | ของที่รับออเดอร์ไว้ไม่มีในคลัง |
บางบริษัทใช้ทั้งสองแบบตามประเภทลูกค้าและพื้นที่ งานหน่วยรถจึงต้องอ้างอิงลูกค้า ราคา สต็อก และลูกหนี้ชุดเดียวกับ ระบบคลังและการจัดส่ง ส่วนงานของเซลส์ที่เยี่ยมร้านและรับออเดอร์ล่วงหน้าอ่านเพิ่มได้ใน SFA และพรีเซลคืออะไร
ข้อดีและข้อเสียของ Van Sales
ข้อดีของรถเร่ส่วนใหญ่มาจากการที่สินค้าไปถึงร้านพร้อมคนขาย ส่วนข้อเสียมาจากการที่รถทุกคันกลายเป็นคลังเคลื่อนที่ที่ธุรกิจต้องคุมเอง
ข้อดีของ Van Sales
- ร้านได้ของทันที ขายและส่งมอบในการเยี่ยมครั้งเดียว ร้านไม่ต้องรอรอบส่งและไม่เสียยอดขายเพราะของหมดชั้น
- เหมาะกับร้านเล็กที่สั่งทีละน้อย ร้านโชห่วยที่มีที่เก็บของน้อยเติมของได้บ่อยตามที่ขายได้จริง
- ขายเพิ่มได้ที่หน้าร้าน เซลส์เห็นชั้นวางของร้านและเสนอสินค้าที่มีบนรถได้ทันที เช่น รสชาติใหม่หรือสินค้าที่มีโปรโมชัน
- เงินเข้าเร็ว ส่วนใหญ่รับเงินสดหรือโอนที่หน้าร้าน ลูกหนี้ที่ต้องตามเก็บทีหลังจึงน้อยลง
- เข้าถึงพื้นที่ไกลคลัง พื้นที่ที่ไม่คุ้มจะตั้งคลังหรือออกรถส่งแยกรอบ รถคันเดียวขายและส่งได้ในเที่ยวเดียว
- รู้จักร้านจากการพบกันสม่ำเสมอ เห็นเร็วว่าร้านไหนเริ่มซื้อน้อยลงหรือมีคู่แข่งเข้ามา
ข้อเสียและสิ่งที่ต้องคุม
- ขายได้เท่าที่มีบนรถ ถ้าโหลดของไม่ตรงกับที่ร้านต้องการ จะขายพลาดหรือมีของค้างรถ
- รถทุกคันเป็นคลังที่ต้องนับ ของขึ้นรถ ของขาย ของคืน และของเสียต้องตรงกันทุกรอบ
- เงินสดอยู่กับพนักงาน ต้องมีขั้นตอนส่งเงิน ตรวจยอดโอน และหาสาเหตุเมื่อยอดไม่ตรง
- ต้นทุนต่อรอบสูงกว่าที่เห็น มีทั้งค่าแรง น้ำมัน ค่ารถ และเงินที่จมอยู่ในสินค้าบนรถ
- ไม่เหมาะกับออเดอร์ใหญ่หรือสินค้าสั่งเฉพาะ รถหนึ่งคันขนได้จำกัด งานแบบนี้รับออเดอร์แล้วส่งภายหลังเหมาะกว่า
ข้อเสียส่วนใหญ่แก้ได้ด้วยการบันทึกของและเงินที่ตรวจย้อนได้ทุกรอบ ซึ่งอธิบายไว้ในหัวข้อการปิดรอบด้านล่าง
Van Sales หรือ Pre-Sales เลือกแบบไหนดี?
ไม่มีแบบไหนดีกว่าในทุกกรณี ให้ดูจากร้าน สินค้า และพื้นที่ที่ขาย หลายธุรกิจใช้ทั้งสองแบบโดยแยกตามกลุ่มร้าน
| สถานการณ์ | มักเหมาะกับ | เหตุผล |
|---|---|---|
| ร้านเล็ก สั่งทีละน้อย ที่เก็บของน้อย | Van Sales | เติมของได้บ่อยตามที่ขายจริง ร้านไม่ต้องเก็บสต็อกเยอะ |
| ร้านใหญ่หรือมินิมาร์ทที่สั่งเป็นรอบแน่นอน | Pre-Sales | ออเดอร์ใหญ่ วางแผนจัดของจากคลังได้ล่วงหน้า |
| พื้นที่ไกลคลัง ร้านกระจายเป็นสาย | Van Sales | ขายและส่งได้ในเที่ยวเดียว ไม่ต้องออกรถรอบที่สอง |
| ในเมืองที่มีรถส่งประจำอยู่แล้ว | Pre-Sales | ใช้รอบส่งเดิม ไม่มีของค้างบนรถ |
| สินค้าหมุนเร็ว ร้านขายได้ทุกวัน | Van Sales | ของบนรถขายหมดได้ภายในรอบ |
| สินค้าหลายรายการ ราคาสูง หรือต้องเตรียมตามออเดอร์ | Pre-Sales | ไม่ต้องขนทุกรายการขึ้นรถ |
| ร้านจ่ายเงินทันที | Van Sales แบบ Cash Van | ปิดการขายและรับเงินในครั้งเดียว |
| ร้านใช้เครดิตยาว | Pre-Sales หรือ Van Sales ที่มีขายเชื่อ | ต้องตรวจวงเงินและอนุมัติก่อนส่งของ |
ถ้าใช้สองแบบร่วมกัน ให้กำหนดให้ชัดว่าร้านกลุ่มไหนใช้วิธีใด แล้วใช้ข้อมูลลูกค้า ราคา และสต็อกชุดเดียวกันทั้งสองแบบ
Cash Van เหมาะกับธุรกิจของเราหรือไม่?
เริ่มจากปัญหาที่อยากแก้ เช่น สินค้ายังเข้าไม่ถึงร้านย่อยในพื้นที่หนึ่ง หรือร้านต้องการเติมของทีละน้อยระหว่างรอบส่งเดิม จากนั้นลองคุยกับร้านจริงว่ามีความต้องการนั้นและยอมรับเงื่อนไขจ่ายทันทีหรือไม่
- ร้านมีเหตุผลที่จะซื้อ สินค้าขายต่อได้ ราคาและจำนวนต่อครั้งเหมาะกับร้าน การส่งถึงร้านช่วยแก้ปัญหาที่ร้านเจออยู่
- สินค้าเหมาะกับการนำขึ้นรถ ขนาด น้ำหนัก อายุสินค้า และวิธีเก็บรักษาต้องเข้ากับรถและเวลาที่ใช้ในแต่ละรอบ
- ร้านอยู่ในเส้นทางที่ไปถึงได้คุ้ม ดูทั้งระยะทาง เวลาเปิดร้าน เวลาขาย และเวลาส่งของ ร้านจำนวนมากแต่กระจายห่างกันอาจทำให้ต้นทุนสูง
- เงื่อนไขชำระเงินตรงกัน ถ้าร้านต้องการเครดิต ให้ประเมินรูปแบบ Van Sales ที่ให้เครดิตและขั้นตอนอนุมัติแยกจาก Cash Van
ถ้าร้านสั่งล่วงหน้าได้แน่นอน หรือสินค้าต้องเตรียมเฉพาะออเดอร์ การรับออเดอร์แล้วส่งภายหลังอาจเหมาะกว่า ธุรกิจใช้สองรูปแบบร่วมกันได้ โดยกำหนดให้ชัดว่าร้านกลุ่มไหนใช้วิธีใด อ่านความต่างเพิ่มเติมได้ใน พรีเซลกับขายเร่
เริ่ม Cash Van อย่างไร โดยยังไม่ต้องขยายรถหลายคัน
แนวทางต่อไปนี้เป็นข้อเสนอสำหรับวางการทดลองของธุรกิจคุณ เริ่มจากรถหนึ่งคัน พื้นที่ที่ดูแลไหว และสินค้าที่เลือกไว้ เพื่อให้รู้ว่าส่วนไหนขายได้และส่วนไหนต้องปรับ
1. กำหนดว่าอยากได้อะไรจากช่องทางนี้
เลือกเป้าหมายหลัก เช่น เปิดร้านใหม่ในพื้นที่ หรือเพิ่มความถี่เติมสินค้าให้ร้านเดิม จดผลก่อนเริ่มไว้ด้วย ทั้งร้านที่ซื้ออยู่แล้ว ยอดขายเดิม และรอบส่งเดิม จะได้แยกออกว่ายอดจากรถเพิ่มขึ้นจริงหรือย้ายมาจากช่องทางเดิม
2. สำรวจร้าน แล้ววางสายวิ่ง
ทำรายชื่อร้านพร้อมตำแหน่ง เวลาเปิด ผู้ตัดสินใจซื้อ และสินค้าที่สนใจ คุยเรื่องจำนวนซื้อและการจ่ายเงินก่อนจัดสายวิ่ง ลองจับเวลาเดินทางและเวลาที่ใช้ในร้านจริง แล้วกำหนดวันที่กลับไปเยี่ยมให้ร้านคาดการณ์ได้
3. เลือกสินค้าและคำนวณต้นทุนหนึ่งรอบ
เลือกสินค้าที่ร้านมีโอกาสซื้อ กำหนดราคา หน่วยขาย และของแถมให้ชัด ประเมินต้นทุนสินค้า คน รถ น้ำมัน และความเสียหายจากการขายหรือขนส่ง รวมถึงเงินที่ต้องใช้ซื้อสินค้าขึ้นรถก่อนขายได้ เลือกของตามความต้องการของสายวิ่ง และปรับจำนวนจากผลขายแต่ละรอบ
4. ตกลงวิธีดูแลของและเงินก่อนออกรถ
กำหนดว่าใครโหลดและนับของ ใครอนุมัติราคา ใครตรวจเงินโอน และใครรับเงินสดเมื่อกลับมา ตกลงเงื่อนไขคืนสินค้าและของเสีย พร้อมบันทึกสินค้าที่ขึ้นรถ บิลขาย ของแถม ของคืน และยอดรับชำระให้ตรวจย้อนกลับได้
5. ทดลองให้เห็นการกลับมาซื้อ แล้วทบทวน
ใช้ประมาณ 4 สัปดาห์เป็นแผนตั้งต้นได้ แต่ปรับให้ครอบคลุมหลายรอบซื้อของร้านตามสินค้าที่ขาย ทบทวนทุกสัปดาห์ว่าร้านไหนซื้อ ร้านไหนไม่ซื้อ และเพราะอะไร ปรับสินค้า ปริมาณ หรือเส้นทางทีละเรื่อง แล้วเทียบผล เมื่อจบทดลองจึงเลือกว่าจะขยาย ปรับต่อ หรือหยุดสายที่ยังไม่คุ้ม
ดูอย่างไรว่า Cash Van ควรทำต่อหรือขยาย?
ยอดขายวันแรกอาจมาจากร้านลองสินค้า หรือโปรโมชันเปิดตัว ก่อนเพิ่มรถให้ดูผลต่อเนื่องทั้งการซื้อซ้ำ ต้นทุน และความเรียบร้อยของงาน โดยกำหนดเกณฑ์ที่ธุรกิจยอมรับได้ก่อนเริ่มทดลอง
| ดูอะไร | นับอย่างไร | ใช้ตัดสินใจอะไร |
|---|---|---|
| เยี่ยมแล้วขายได้ | จำนวนร้านที่ซื้อ ÷ จำนวนร้านที่เยี่ยม ในช่วงเดียวกัน | ร้านที่เลือก สินค้า และข้อเสนอเข้ากันหรือยัง |
| ร้านกลับมาซื้อ | ติดตามร้านที่ซื้อครั้งแรก แล้วถึงรอบเติมของและซื้ออีก | ร้านขายสินค้าต่อได้และต้องการเติมต่อหรือไม่ |
| ผลหลังหักต้นทุน | ยอดขายสุทธิ หักต้นทุนสินค้าและต้นทุนดำเนินงานของสายวิ่ง | สายนี้เหลือเงินให้ธุรกิจ หรือยังต้องปรับต้นทุนและยอดขาย |
| ยอดเพิ่มจากช่องทางเดิม | เทียบยอดรวมของร้านและพื้นที่ก่อนกับหลังทดลอง | ได้ร้านหรือยอดเพิ่มแค่ไหน และมีการย้ายยอดจากช่องทางเดิมหรือไม่ |
| ของและเงินตรวจครบ | ตรวจยอดคงเหลือ ยอดรับชำระ และส่วนต่างทุกรอบ | ขั้นตอนพร้อมให้คนและรถเพิ่มขึ้นหรือยัง |
ขายได้มาก ไม่ได้แปลว่าเหลือมากเสมอไป
ตัวอย่างสมมติ: สายวิ่งหนึ่งวันมียอดขายหลังหักส่วนลดและรับคืน โดยไม่รวม VAT 10,000 บาท ต้นทุนสินค้าที่ขาย 7,500 บาท จึงเหลือกำไรขั้นต้น 2,500 บาท ถ้าค่าแรง น้ำมัน ต้นทุนรถที่จัดสรรต่อวัน และต้นทุนอื่นของสายนี้รวม 1,800 บาท จะเหลือ 700 บาทก่อนต้นทุนส่วนกลางและภาษี
ตัวเลขนี้เป็นวิธีคิด ไม่ใช่เป้าหมายมาตรฐาน ให้ใช้ต้นทุนจริงของธุรกิจและนับต้นทุนแต่ละรายการครั้งเดียว ส่วนสินค้าที่ยังอยู่บนรถต้องติดตามเป็นสต็อกและเงินที่จมอยู่ด้วย
ถ้าร้านซื้อซ้ำแต่สายยังไม่คุ้ม ลองปรับความถี่และเส้นทาง หรือสินค้าในรถ ถ้าขายได้ด้วยส่วนลดหนักแต่ร้านไม่กลับมาซื้อ ให้ทบทวนสินค้าและร้านเป้าหมาย ส่วนของหรือเงินที่ยังหาสาเหตุส่วนต่างไม่ได้ ควรแก้ขั้นตอนให้จบก่อนเพิ่มรถ
ปัญหาจริงอยู่ตอนปิดรอบ
เมื่อเริ่มออกขาย สิ่งที่ต้องตรวจทุกวันคือ “ของบนรถควรเหลือเท่าไร เงินสดควรได้เท่าไร และยอดโอนตรวจรับครบหรือยัง?” ถ้าให้เครดิตในงาน Van Sales ก็ต้องดูยอดลูกหนี้ด้วย ส่วนต่อไปใช้วันทำงานของรถหนึ่งคันอธิบายข้อมูลที่ต้องบันทึก โดยตัวเลขและเหตุการณ์เป็นตัวอย่างสมมติ
ลองดูรถหนึ่งคันในวันธรรมดา เช้าขึ้นน้ำดื่ม 20 ลัง โคล่า 30 ลัง และขนม 12 ลัง ระหว่างวันเข้าเยี่ยม 20 ร้าน ขายได้ 14 ร้าน มีร้านหนึ่งคืนขนมปังกรอบที่ซองแตกมา 1 ลัง พอรถกลับ ระบบคำนวณว่าของควรเหลือเท่าไร แล้วเซลส์นับของจริงเทียบกับตัวเลขนั้น
| สินค้า | ขึ้นรถ | ขาย | รับคืน | ระบบบอกว่าเหลือ | นับได้จริง | ส่วนต่าง |
|---|---|---|---|---|---|---|
| น้ำดื่ม 600 มล. แพ็ก 12 | 20 ลัง | 14 ลัง | 0 | 6 ลัง | 6 ลัง | 0 |
| โคล่า 1.25 ลิตร (12 ขวด/ลัง) | 30 ลัง | 22 ลัง 4 ขวด | 0 | 7 ลัง 8 ขวด | 7 ลัง 6 ขวด | ขาด 2 ขวด |
| ขนมปังกรอบ 24 ซอง | 12 ลัง | 9 ลัง | 1 ลัง | 4 ลัง | 4 ลัง | 0 |
ในตัวอย่างนี้โคล่าขาด 2 ขวด ส่วนต่างจึงชี้จุดเริ่มตรวจสอบได้ทันทีว่าเกี่ยวกับของแถมที่ไม่ได้บันทึก ของแตก หรือการนับผิด
ระบบ Van Sales ทำงานอย่างไรใน 1 วัน
ลำดับงานเริ่มจากโหลดสินค้า เข้าเยี่ยมร้าน เปิดบิล รับเงิน บันทึกของคืน แล้วกลับมานับสต็อกและปิดยอด
ในพื้นที่ที่สัญญาณไม่ต่อเนื่อง FM Force บันทึกบิลและออกเลขเอกสารจากเครื่องได้แม้ไม่มีสัญญาณ แล้วส่งข้อมูลเข้าระบบเมื่อกลับมาออนไลน์ ทีมงานตรวจรุ่นเครื่องและขั้นตอนที่ต้องใช้จริงก่อนเริ่มงาน สำหรับการปิดรอบ บิลของรอบนั้นต้องซิงก์เข้าระบบให้ครบก่อนจึงจะใช้กระทบยอดเงินและสต็อกได้
ก่อนออกรถ โหลดสินค้าและยืนยันสต็อกบนรถ
ก่อนรถออก เซลส์ตรวจของคงเหลือและขอเบิกส่วนที่ขาด คลังยืนยันจำนวนที่จ่ายจริง แล้วเซลส์นับรับเข้าสต็อกบนรถ ยอดตั้งต้นจึงมาจากของที่คลังจ่ายและรถรับจริง ไม่ใช่ตัวเลขที่กรอกขึ้นใหม่
สินค้านับตามหน่วยขาย เช่น ลัง แพ็ก หรือขวด เมื่อมีการขายหรือรับคืนจึงคำนวณยอดคงเหลือได้ ส่วนสินค้าที่ยังไม่มีบนรถอาจรับเป็นออเดอร์เพื่อจัดส่งภายหลังแทน
ก่อนเข้าร้าน เซลส์ควรรู้อะไร
ก่อนลงจากรถ เซลส์ควรเห็นรอบการสั่งซื้อ แนวโน้ม 90 วัน ยอดเกินกำหนด และสินค้าที่ร้านยังไม่เคยสั่งแต่ร้านอื่นในพื้นที่ซื้ออยู่ เพื่อเตรียมทั้งการเก็บเงินและการเสนอสินค้าใหม่
ในตัวอย่างนี้ ร้านป้าแดงปกติสั่งทุกราว 7 วัน มียอดค้าง 12,400 บาท และเกินกำหนดไปแล้ว 4,200 บาท เซลส์จึงรู้ก่อนเดินเข้าร้านว่าวันนี้ต้องคุยเรื่องเก็บเงินก่อนเสนอของใหม่
“บิลรอบก่อนยังค้าง 4,200 บาท วันนี้เก็บก่อนได้ไหมครับ?”
ยอดค้างบนมือถือควรอ้างอิงบิลและการรับชำระล่าสุดหลังข้อมูลซิงก์ ไม่ใช่ความจำของเซลส์
ในร้าน เปิดบิลให้ถูกและขายเพิ่ม
จุดที่พลาดได้ง่ายในบิลรถเร่คือราคาไม่ตรงกับที่ตกลงกับร้าน ร้านค้าส่งได้ราคาหนึ่ง ร้านโชห่วยได้อีกราคา บางสินค้าขายเป็นลัง บางสินค้าขายเป็นขวด ถ้าเซลส์ต้องจำเอง โอกาสเปิดบิลผิดก็เพิ่มขึ้น
ขั้นตอนเปิดบิลควรใช้ราคา หน่วยขาย และโปรโมชันที่ตั้งไว้สำหรับร้านนั้น โดยมีข้อมูลประกอบสามส่วน
- สั่งเท่าเดิม แสดงรายการที่ร้านซื้อประจำเพื่อเลือกเข้าตะกร้า
- ขายได้หลายหน่วย ขวด แพ็ก หรือลัง ในบิลเดียว และตัดสต็อกบนรถให้ถูกหน่วย
- บอกขั้นโปรถัดไป เช่น “อีก 1,450 บาทได้ส่วนลด 200 บาท” เพื่ออธิบายเงื่อนไขให้ร้านตัดสินใจ
การตรวจชั้นวางว่าสินค้าใดหมดหรือควรเติมเท่าไร เป็นข้อมูลประกอบการเสนอจำนวนสั่ง
รับเงินหลายแบบในรอบเดียว
รถหนึ่งคันไม่ได้รับแค่เงินสด ร้านหนึ่งจ่ายสด อีกร้านโอน ร้านค้าส่งจ่ายเป็นเช็ค บางร้านจ่ายสดครึ่งหนึ่งแล้วโอนอีกครึ่ง และร้านประจำบางรายได้เครดิต 30 วัน ถ้าทุกแบบถูกนับรวมเป็น “ยอดขายวันนี้” ก้อนเดียว ตอนปิดรอบจะแยกได้ยากว่าเงินสดที่ต้องส่งควรเป็นเท่าไร
| วิธีรับเงิน | เก็บอะไรไว้เป็นหลักฐาน | ตอนปิดรอบ |
|---|---|---|
| เงินสด | บิล | นับรวมเป็นเงินสดที่เซลส์ต้องส่ง |
| โอน / QR พร้อมเพย์ | เลขอ้างอิงหรือสลิป | ไม่นับเป็นเงินสด ฝ่ายบัญชีตรวจยอดเข้าบัญชีเอง |
| เช็ค | เลขเช็คและธนาคาร | ส่งตัวเช็คแยกจากเงินสด |
| สดผสมโอน | แยกยอดสองส่วนในบิลเดียว | ส่วนที่เป็นเงินสดเท่านั้นที่ต้องส่ง |
| ขายเชื่อ | บิล ภายในวงเงินที่ร้านได้ | ไปเป็นลูกหนี้ของร้าน ไม่ใช่เงินที่ต้องส่ง |
QR พร้อมเพย์ที่ขึ้นตามยอดบิลช่วยให้ร้านไม่ต้องพิมพ์ยอดเอง แต่การที่ลูกค้าสแกนแล้วไม่ได้แปลว่าเงินเข้าแล้วโดยอัตโนมัติ บริษัทยังต้องตรวจยอดโอนกับบัญชีธนาคารก่อนถือว่ารับเงินครบ
ก่อนบันทึกบิล หน้าสรุปแสดงสินค้า ของแถมตามโปร และยอดรวมให้ร้านตรวจด้วยกัน ถ้าร้านเลือกโอน แอปแสดง QR พร้อมเพย์ตามยอดบิลให้สแกน
ระหว่างวัน ส่งของและตามเก็บเงิน
บางรอบมีทั้งบิลที่ขายและส่งทันที ออเดอร์ค้างส่ง และงานเก็บเงินจากบิลเดิม เมื่อส่งได้บางส่วนต้องบันทึกจำนวนจริงและตัดของที่ลงจากรถออกจากสต็อก
สำหรับงานส่งของ อาจมีหลักฐานอย่างรูปถ่ายหรือลายเซ็นผู้รับ และถ้าเก็บเงินปลายทาง เงินที่รับเพิ่มระหว่างทางต้องกลับไปรวมอยู่ในยอดที่ใช้ปิดรอบตอนเย็น
ถ้าส่งไม่ได้ เช่น ร้านปิด ร้านไม่รับของ หรือสถานที่ไม่ถูกต้อง ต้องบันทึกเหตุผลเพื่อวางงานรอบถัดไป
ปิดรอบ เงินที่ต้องส่งมาจากไหน
ระหว่างวันเซลส์อาจมีรายจ่ายที่จ่ายจากเงินสด เช่น ค่าน้ำมัน ทางด่วน หรือค่าซ่อม ถ้าบริษัทอนุญาตให้หักรายจ่ายเหล่านี้จากเงินที่ต้องส่ง รายการควรถูกบันทึกไว้พร้อมหลักฐานตั้งแต่ตอนเกิดรายการ ไม่ใช่มาหักเพิ่มเองตอนกลับถึงคลัง
ในตัวอย่างรอบนี้ เซลส์ต้องส่งเงินสด 23,470 บาท ตัวเลขนี้ควรคำนวณได้จากบิลและรายจ่ายที่อนุมัติของรอบนั้น แล้วนำมาเทียบกับเงินที่นับได้จริง
| รายการ | จำนวนเงิน |
|---|---|
| ขายสด (เงินสด) จากบิลขายของรอบนี้ | 21,350 บาท |
| เก็บเงินปลายทาง (COD) จากออเดอร์ที่ส่งระหว่างวัน | 2,600 บาท |
| หัก ค่าน้ำมันที่บันทึกเป็นรายจ่ายระหว่างเที่ยว | 480 บาท |
| เงินสดที่ต้องส่ง | 23,470 บาท |
ยอดโอน 9,800 บาทและเช็คไม่อยู่ในซอง ส่วนบิลขายเชื่อ 7,270 บาทไปเป็นลูกหนี้ของร้าน จึงเหลือเงินสดที่ต้องตรวจเพียงยอดเดียว
ก่อนปิดรอบต้องส่งบิลของรอบนั้นให้ครบและแก้รายการที่ระบบรับไม่สำเร็จ มิฉะนั้นยอดเงินกับของบนรถจะอ้างอิงข้อมูลคนละชุด
วันหนึ่งปิดได้มากกว่าหนึ่งครั้ง เช่น รถกลับมาเติมของช่วงบ่ายแล้วออกไปขายต่อ การปิดครั้งแรกของวันเรียกว่าปิดยอด ครั้งต่อไปเป็นปิดรอบที่ 2 ปิดรอบที่ 3 บิลที่ขายหลังปิดจะไปอยู่ในรอบถัดไป ส่วนของที่ไม่พอระหว่างวัน เซลส์ขอเบิกเพิ่มจากแอปให้คลังยืนยันได้โดยไม่ต้องรอปิดรอบ
หลังบ้านเห็นอะไรระหว่างวัน
หน้าหลังบ้านแสดงรถทุกคันของวันนั้นในตารางเดียว ทั้งสถานะ เวลาออกรถ ร้านที่เข้าเทียบแผน จำนวนบิล และเงินสดที่แต่ละคนต้องส่ง สำนักงานจึงเห็นว่าคันไหนปิดรอบแล้ว และคันไหนยังตามหลังแผนโดยไม่ต้องรอรถกลับ
เปิดดูรายคันได้ต่อว่าสายนั้นเรียงร้านอย่างไรบนแผนที่ และจุดไหนเสร็จแล้ว ภาพด้านล่างเป็นหน้าจอ FMS Admin ด้วยข้อมูลจำลอง พนักงาน 5 คน ปิดรอบแล้ว 1 คน และอีกคนเพิ่งเข้าได้ 5 จาก 19 ร้าน ตัวเลขนี้ไม่ใช่ผลลัพธ์ของลูกค้าจริง
เมื่อรถกลับเข้าคลัง หลังบ้านนับของบนรถเทียบกับยอดที่ระบบคำนวณจากของยกมา โหลดขึ้น ขาย และคืน รายการที่ขาดขึ้นเป็นสีแดงพร้อมมูลค่า ก่อนที่ออฟฟิศจะยืนยันและปรับสต็อก
หากต้องการเทียบลำดับงานนี้กับขอบเขตระบบที่ใช้จริง ดูรายละเอียดงานขาย สต็อก การรับเงิน และการปิดรอบใน โปรแกรมรถเร่ของ FMS
รายงาน Van Sales ช่วยติดตามอะไรได้บ้าง
หน้ารายงานในแอป FM Force สรุปการเข้าร้าน การขาย และเป้าของผู้ใช้ที่เข้าสู่ระบบ ตัวเลขในหน้านี้ไม่ใช่ยอดรวมทั้งทีม
ไปถึงร้านที่ควรไปหรือยัง
รายงานแยกความครอบคลุมร้าน อัตราเยี่ยมแล้วขายได้ และการไปตามวันที่วางไว้ เพื่อเทียบแผนกับผลของผู้ใช้คนนั้น
ขายอะไร และเป้าไหนตามหลัง
เลือกดูยอดย้อนหลัง 7, 30 หรือ 90 วัน พร้อมจำนวนบิล บิลเฉลี่ย และสินค้าขายดี แล้วเทียบกับเป้ารายเดือนที่อาจกำหนดเป็นยอดเงิน จำนวนลัง แบรนด์ ชุดสินค้า หรือหมวดหมู่ แทนการเอาเป้าคนละหน่วยมารวมเป็นยอดเดียว
รอบหน้าควรกลับไปหาร้านไหน
ผลการเยี่ยมแสดงร้านที่ถูกข้ามหรือยังไม่ได้ขาย ส่วนรายชื่อร้านที่เว้นช่วงซื้อนานกว่าปกติจัดกลุ่มจากประวัติการซื้อและอัปเดตทุกคืน
รายละเอียดหน้าจอและขอบเขตรายงานสำหรับงานหน่วยรถอยู่ในหน้า โปรแกรมรถเร่ของ FMS
ก่อนเลือกระบบรถเร่ ถามอะไรบ้าง
ไม่ว่าจะกำลังดูโปรแกรมรถเร่ โปรแกรม Van Sale หรือระบบ Van Sale ที่เรียกชื่อต่างกัน อย่าเริ่มจากการนับจำนวนฟีเจอร์ ให้เอาวันทำงานจริงของรถหนึ่งคันมาไล่กับระบบที่กำลังดู แล้วถามคำถามเหล่านี้
- ของขึ้นรถมาจากไหน ระบบรู้ยอดตั้งต้นของรถจากการโอนของออกจากคลัง หรือต้องให้เซลส์พิมพ์เอง
- ราคาของแต่ละร้านมาจากไหน ถ้าเปลี่ยนราคากลุ่มร้านค้าส่งในหลังบ้าน มือถือเซลส์เห็นราคาใหม่เมื่อไร
- ระบบตรวจวงเงินขายเชื่อเมื่อไร ตอนเปิดบิลที่หน้าร้าน หรือรู้ทีหลังตอนบัญชีตรวจ
- เงินโอนกับเช็คแยกจากเงินสดหรือไม่ ตอนปิดรอบยังต้องแยกเองด้วยมือหรือเปล่า
- ของคืนกับของเสียไปอยู่ตรงไหน คืนเข้าคลังรถ ตัดทิ้ง หรือหายไปจากตัวเลข
- พื้นที่ไหนสัญญาณไม่ดี ระบบเปิดบิลและออกเลขเอกสารตอนไม่มีสัญญาณได้ไหม และซิงก์เมื่อไร ให้ทดลองขั้นตอนจริงในพื้นที่นั้นกับเครื่องที่ทีมใช้ก่อนตกลงใช้
- ลูกค้าต้องการเอกสารแบบไหน ส่งบิลเป็นลิงก์หรือพิมพ์ที่หน้าร้าน ถ้าต้องใช้กระดาษ ให้ผู้ให้บริการยืนยันรุ่นเครื่องพิมพ์พกพาที่รองรับก่อนใช้งานจริง และลองพิมพ์จากมือถือของทีม
ถ้าคำตอบของข้อไหนคือ “เดี๋ยวให้เซลส์จดไว้ก่อน” ข้อนั้นคือจุดที่ส่วนต่างจะกลับมาตอนปิดรอบ
เมื่อบิลรถเร่ถูกบันทึกเข้าระบบทุกวัน ข้อมูลเดียวกันนี้ใช้ดูได้ด้วยว่าร้านไหนเริ่มสั่งห่างกว่ารอบปกติ อ่านวิธีคิดได้ใน RFM Analysis คืออะไร และวิธีแบ่งกลุ่มลูกค้าค้าส่ง
สรุป
Cash Van คือช่องทางขายจากหน่วยรถที่รับชำระทันที ส่วน Van Sales ครอบคลุมการขายและส่งจากของบนรถตามเงื่อนไขของร้าน ก่อนเริ่มให้หาคำตอบว่าร้านไหนจะซื้อ เลือกพื้นที่และสินค้า แล้วทดลองจนเห็นการซื้อซ้ำและผลหลังหักต้นทุน งานแต่ละรอบต้องตรวจของ บิล และเงินให้ครบ เมื่อทั้งการขายและขั้นตอนดูแลหน่วยรถลงตัวจึงค่อยขยาย
ใน FMS งานหน่วยรถเป็นโมดูลที่ทีมงานเปิดให้รายบริษัท และทำงานบนสินค้า ราคา ลูกค้า และลูกหนี้ชุดเดียวกับ งานทีมขาย คลังและการจัดส่ง และ การดูแลลูกค้าซื้อซ้ำ หากต้องการดูขอบเขตระบบและขั้นตอนเริ่มใช้งาน อ่านต่อที่ โปรแกรม Van Sale สำหรับระบบรถเร่ FMS
คำถามเกี่ยวกับ Van Sales และ Cash Van
Van Sales คืออะไร?
Van Sales คือการนำสินค้าไปกับรถเพื่อขายและส่งมอบให้ร้านค้าในครั้งเดียว โดยพนักงานขายบันทึกรายการขายและรับเงินตามเงื่อนไขของร้าน งานนี้เรียกว่ารถเร่หรือขายเร่ และต้องตรวจสต็อกบนรถกับยอดเงินเมื่อจบรอบ
Cash Van คืออะไร?
Cash Van คือหน่วยรถขายเงินสดที่นำสินค้าไปขายและส่งมอบให้ร้านทันที โดยรับชำระในครั้งนั้น เช่น เงินสดหรือโอน ในบริบทการกระจายสินค้าเป็นรูปแบบหนึ่งของ Van Sales ซึ่งอาจมีทั้งการขายเงินสดและขายเชื่อตามเงื่อนไขของบริษัท
เริ่ม Cash Van ต้องเตรียมอะไรบ้าง?
เริ่มจากร้านเป้าหมายและสินค้าที่ร้านต้องการ วางเส้นทาง กำหนดราคาและเงื่อนไขรับเงิน คิดต้นทุนต่อรอบ แล้วตกลงวิธีโหลดของ ออกบิล รับคืน และตรวจเงิน ทดลองกับรถหนึ่งคันหรือพื้นที่ที่ดูแลไหวก่อนขยาย
ดูอย่างไรว่า Cash Van คุ้มกับธุรกิจ?
ดูต่อเนื่องว่าร้านที่เยี่ยมซื้อกี่ร้าน กลับมาซื้อซ้ำหรือไม่ และยอดขายสุทธิเหลือเท่าไรหลังหักต้นทุนสินค้า คน รถ และต้นทุนดำเนินงานของสายวิ่ง เทียบยอดรวมก่อนกับหลังทดลองเพื่อดูว่ามีการย้ายยอดจากช่องทางเดิมหรือไม่ พร้อมตรวจส่วนต่างของและเงินทุกรอบ
ปิดรอบวันละหลายครั้งได้ไหม?
ได้ การปิดครั้งแรกของวันเรียกว่าปิดยอด ครั้งต่อไปเป็นปิดรอบที่ 2 ปิดรอบที่ 3 ตามลำดับ เซลส์ขายต่อได้หลังปิด บิลที่ขายหลังจากนั้นจะไปอยู่ในรอบถัดไป ส่วนของที่ไม่พอระหว่างวัน เซลส์ขอเบิกเพิ่มจากแอปให้คลังยืนยันได้โดยไม่ต้องรอปิดรอบ
Van Sales ต่างจาก Pre-Sales อย่างไร?
Van Sales มีสินค้าอยู่บนรถและขายพร้อมส่งมอบที่ร้าน ส่วน Pre-Sales รับออเดอร์ก่อน แล้วให้คลังและทีมจัดส่งเตรียมของภายหลัง
Van Sales มีข้อดีและข้อเสียอะไร?
ข้อดีคือร้านได้ของทันทีในการเยี่ยมครั้งเดียว ร้านเล็กเติมของได้บ่อย เซลส์ขายเพิ่มได้ที่หน้าร้าน และเงินเข้าเร็ว ข้อเสียคือขายได้เท่าที่มีบนรถ รถทุกคันเป็นคลังที่ต้องนับ เงินสดอยู่กับพนักงาน และต้นทุนต่อรอบสูง จึงต้องตรวจของกับเงินตอนปิดรอบทุกครั้ง
ควรเลือก Van Sales หรือ Pre-Sales?
ร้านเล็กที่สั่งทีละน้อย พื้นที่ไกลคลัง และสินค้าหมุนเร็ว มักเหมาะกับ Van Sales ส่วนร้านใหญ่ที่สั่งเป็นรอบ ออเดอร์ใหญ่ หรือสินค้าที่ต้องเตรียมตามออเดอร์ มักเหมาะกับ Pre-Sales หลายธุรกิจใช้ทั้งสองแบบโดยแยกตามกลุ่มร้าน
ระบบรถเร่ต่างจากโปรแกรมขายหน้าร้านอย่างไร?
งานรถเร่มีทั้งสินค้า คนขาย และจุดขายที่เคลื่อนที่ จึงต้องมีสต็อกประจำรถ เส้นทาง และการปิดรอบแยกตามรถ
ถ้าของบนรถหมด ยังรับออเดอร์ได้ไหม?
ได้ พนักงานรับออเดอร์ไว้เป็นรายการรอส่ง แล้วนำไปส่งภายหลังจากรถหรือรอบจัดส่งได้
พนักงานต้องใช้อุปกรณ์อะไร?
พนักงานขายใช้มือถือแอนดรอยด์ ส่วนออฟฟิศใช้งานผ่านเว็บ ทีมงานจะตรวจรุ่นอุปกรณ์ก่อนเริ่มงานจริง






















